การสะกดจิต

De Reincarnatiopedia

การสะกดจิต (Hypnosis) หมายถึง สภาวะหนึ่งของจิตใจที่มีการมุ่งความสนใจสูง มีการรับรู้ต่อสิ่งรอบตัวลดลง และมีความสามารถในการตอบสนองต่อคำแนะนำเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้ที่อยู่ในสภาวะสะกดจิตมักจะรู้สึกผ่อนคลาย มีสมาธิจดจ่อ และเปิดรับคำแนะนำหรือความคิดต่างๆ อย่างลึกซึ้ง กระบวนการนำเข้าสู่สภาวะนี้เรียกว่า การชักนำ (Induction) และการให้คำแนะนำในสภาวะนี้เรียกว่า การให้คำสั่ง (Suggestion) การสะกดจิตไม่ใช่การหลับหรือหมดสติ แต่เป็นสภาวะของการตื่นตัวที่แตกต่างออกไป

นิยาม

ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ การสะกดจิต ถือเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการมีสมาธิจดจ่ออย่างลึกซึ้ง การผ่อนคลายอย่างมาก และการเปิดรับคำแนะนำอย่างมีจินตนาการ บุคคลที่ถูกสะกดจิตยังคงควบคุมการกระทำของตนเองได้และจะไม่ทำในสิ่งที่ขัดกับความเชื่อหรือศีลธรรมของตน สภาวะสะกดจิตมักถูกอธิบายว่าเป็นสภาวะที่คล้ายกับการฝันกลางวันหรือการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลืมสิ่งรอบตัว เช่น การอ่านหนังสือจนลืมเวลา หรือการขับรถไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยโดยอัตโนมัติ

ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ มักมีคำเรียกอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น "การท่องจิต" หรือ "การเข้าทรง" แต่ในทางเทคนิคแล้ว การสะกดจิต แตกต่างจากการเข้าทรงอย่างชัดเจน เนื่องจากการสะกดจิตมุ่งที่การเข้าถึงจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้นๆ โดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ

ประวัติศาสตร์

แนวคิดเกี่ยวกับสภาวะจิตพิเศษที่คล้ายการสะกดจิตมีปรากฏในหลายวัฒนธรรมทั่วโลกมานานนับพันปี ในอารยธรรมโบราณ เช่น อียิปต์และกรีก มีการใช้พิธีกรรมที่ทำให้เกิดสภาวะคล้ายภวังค์เพื่อการรักษาโรค

ในยุคสมัยใหม่ ฟรานซ์ แอนทอน เมสเมอร์ (Franz Anton Mesmer) ชาวออสเตรียในศตวรรษที่ 18 เป็นผู้ทำให้เทคนิคนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้ว่าเขาจะอธิบายปรากฏการณ์ด้วยทฤษฎี "แม่เหล็กสัตว์" (Animal Magnetism) ที่ไม่ถูกต้อง แต่เทคนิคของเขาซึ่งเรียกว่า "เมสเมอริซึม" (Mesmerism) ได้ปูทางสำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในภายหลัง คำว่า "Hypnosis" ถูกบัญญัติขึ้นโดย เจมส์ แบริด (James Braid) ศัลยแพทย์ชาวสกอตในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นผู้เริ่มศึกษาปรากฏการณ์นี้ด้วยแนวทางทางสรีรวิทยาและจิตวิทยา

สำหรับประเทศไทย การสะกดจิตเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์และจิตวิทยาในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยมีการนำเข้ามาร่วมกับความรู้ทางการแพทย์แผนตะวันตก อย่างไรก็ตาม เทคนิคการผ่อนคลายและกำหนดจิตที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมีอยู่ในภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะในแนวทางการฝึกสมาธิภาวนาตามหลักพุทธศาสนา และความรู้ด้านการนวดแผนไทยที่เน้นการทำให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายจนเข้าสู่สภาวะกึ่งภวังค์

ในภาคใต้ของประเทศไทย ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธี "ลงครู" หรือ "การทรง" ซึ่งมีบางองค์ประกอบที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่สภาวะจิตพิเศษ แต่ก็มีวัตถุประสงค์และบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากการสะกดจิตทางการแพทย์โดยสิ้นเชิง

ประเภท

การสะกดจิตสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์และวิธีการ:

  • การสะกดจิตเพื่อการรักษา (Clinical Hypnosis) : ใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาล เพื่อช่วยในกระบวนการบำบัดรักษาโรคทางกายและใจ
  • การสะกดจิตเพื่อการแสดง (Stage Hypnosis) : ใช้สำหรับความบันเทิงในงานแสดงต่างๆ ซึ่งมักเน้นการสร้างอารมณ์ขันและปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
  • การสะกดจิตด้วยตนเอง (Self-Hypnosis) : เป็นเทคนิคที่บุคคลเรียนรู้เพื่อนำตนเองเข้าสู่สภาวะสะกดจิต มักใช้เพื่อการผ่อนคลาย ลดความเครียด หรือปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง
  • การสะกดจิตเพื่อการสอบสวน (Forensic Hypnosis) : เคยมีการนำมาใช้เพื่อช่วยฟื้นความจำของพยานในกระบวนการยุติธรรม แต่วิธีนี้มีข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์มากและปัจจุบันไม่เป็นที่ยอมรับในศาลไทย
  • การสะกดจิตย้อนอายุ : ดูบทความหลักที่ การสะกดจิตย้อนอายุ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

องค์กรทางการแพทย์และจิตวิทยาชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก เช่น สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ยอมรับว่าการสะกดจิตเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับภาวะบางอย่าง งานวิจัยพบว่าการสะกดจิตช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง ลดความวิตกกังวลและความเครียด ช่วยในการเลิกบุหรี่ และบรรเทาอาการของโรคลำไส้แปรปรวนได้

ในประเทศไทย มีงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศึกษาประสิทธิภาพของการสะกดจิตในการช่วยลดความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัด ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด และช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กลไกทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการสะกดจิตสามารถศึกษาได้ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (fMRI) ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมในสมองส่วนต่างๆ ขณะอยู่ในสภาวะสะกดจิต

การประยุกต์ใช้

การประยุกต์ใช้การสะกดจิตในประเทศไทยครอบคลุมหลายด้าน:

  • ด้านการแพทย์และสุขภาพจิต : ใช้บำบัดโรคจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล โรคกลัว โรคย้ำคิดย้ำทำ ภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ใช้ช่วยในการจัดการกับความเจ็บปวดทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และใช้ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การลดน้ำหนักและการเลิกบุหรี่
  • ด้านทันตกรรม : ทันตแพทย์บางท่านใช้เทคนิคการสะกดจิตเพื่อช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวลของผู้ป่วย รวมถึงช่วยควบคุมการหลั่งน้ำลายและอาการปวดระหว่างทำฟัน
  • ด้านกีฬา : นักกีฬาอาชีพไทยบางคนใช้การสะกดจิตเพื่อเพิ่มสมาธิ สร้างความมั่นใจ และปรับปรุงสมรรถภาพทางการกีฬา
  • ด้านการศึกษา : ใช้เพื่อช่วยเพิ่มสมาธิในการเรียน ลดความตื่นเต้นก่อนสอบ และช่วยในการจำ

สถานภาพทางกฎหมายในประเทศไทย

ในประเทศไทย การสะกดจิตเพื่อการรักษาโรค จัดเป็นกิจกรรมทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะใช้การสะกดจิตเพื่อการบำบัดรักษาโรคทางกายหรือทางจิต ต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตเป็นแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก หรือพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางมาอย่างถูกต้อง

สำหรับ การสะกดจิตเพื่อการแสดง หรือการสอนเทคนิคการสะกดจิตด้วยตนเองทั่วไป ไม่ได้ถูกควบคุมโดยกฎหมายวิชาชีพเวชกรรมโดยตรง แต่หากการแสดงหรือการสอนนั้นอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาโรค ก็อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย

สมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมสะกดจิตบำบัดไทย (Thai Association of Clinical Hypnosis) ทำหน้าที่ส่งเสริมมาตรฐานทางจริยธรรมและการปฏิบัติที่ถูกต้องในหมู่ผู้ให้บริการ

ทัศนคติทางวัฒนธรรม

ทัศนคติของคนไทยต่อการสะกดจิตค่อนข้างหลากหลายและซับซ้อน ในแวดวงวิชาการและการแพทย์แผนปัจจุบันมีการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีงานวิจัยรองรับ อย่างไรก็ดี ในมุมมองของวัฒนธรรมไทยและความเชื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ยังมีวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณที่แข็งแรง บางคนอาจมองการสะกดจิตด้วยความระมัดระวัง หรืออาจสับสนระหว่างการสะกดจิตกับการเข้าทรง

ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลักของประเทศ แม้จะไม่มีการพูดถึงการสะกดจิตโดยตรง แต่แนวคิดเรื่องการฝึกจิตให้มีสมาธิและรู้เท่าทันสภาวะต่างๆ ของจิต ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สอดคล้องกับหลักการของการสะกดจิตที่เน้นการควบคุมและทำความเข้าใจกระบวนการคิดของตนเอง

สื่อไทยทั้งภาพยนตร์ ละคร และรายการโทรทัศน์ มักนำเสนอการสะกดจิตในแง่มุมที่น่าตื่นเต้น ลึกลับ หรือใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม สิ่งนี้มีส่วนสร้างภาพลักษณ์ที่คลาดเคลื่อนและความหวาดกลัวให้กับสาธารณชนทั่วไป

ผู้ปฏิบัติการสะกดจิตที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย

  • ศาสตราจารย์ นายแพทย์ จรัส สุวรรณเวลา : อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำการสะกดจิตมาใช้ในทางการแพทย์และจิตเวชศาสตร์ของไทยอย่างเป็นระบบ
  • แพทย์หญิง กุสุมา ชูเกียรติกำจร : จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งใช้การสะกดจิตบำบัดร่วมกับการรักษาแบบอื่นๆ และเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ด้านนี้สู่สาธารณชนผ่านสื่อต่างๆ
  • อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี : หลายท่านมีงานวิจัยและให้บริการบำบัดด้วยการสะกดจิตอย่างต่อเนื่อง
  • ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้ : มีคลินิกและศูนย์ให้บริการทางจิตวิทยาในจังหวัดใหญ่ๆ ของภาคใต้ เช่น สงขลา ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ที่มีนักจิตวิทยาคลินิกที่ผ่านการอบรมการสะกดจิตบำบัดให้บริการ แต่มักไม่เป็นที่เปิดเผยชื่อเสียงในระดับชาติ

นอกจากนี้ ยังมีครูอาจารย์ด้านการนวดแผนไทยและแพทย์แผนไทยบางท่านในภาคใต้ที่ใช้เทคนิคการพูดคุย โน้มน้าวจิตใจ และสร้างความผ่อนคลายอย่างลึก ซึ่งมีหลักการคล้ายคลึงกับการสะกดจิต ในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด

ดูเพิ่มเติม

อ้างอิง

Template:รายการอ้างอิง

แหล่งข้อมูลอื่น

  • สมาคมสะกดจิตบำบัดไทย
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
  • คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย